เงินเฟ้อ

การทำความเข้าใจและทำนายแนวโน้มเงินเฟ้อด้วยกราฟปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2

การทำความเข้าใจและทำนายแนวโน้มเงินเฟ้อด้วยกราฟปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2

ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 คืออะไร?

ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 เป็นมาตรวัดที่กว้างของเงินที่หมุนเวียนภายในเศรษฐกิจ รวมถึงเงินสดที่มีอยู่จริง เงินฝากในบัญชีกระแสรายวัน บัญชีออมทรัพย์ และเงินฝากประจำขนาดเล็ก ซึ่งต่างจาก M1 ที่รวมเพียงเงินสดและเงินฝากในบัญชีกระแสรายวัน M2 ให้ภาพรวมที่ครอบคลุมมากขึ้นของสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องในเศรษฐกิจ มุมมองที่กว้างนี้ทำให้ M2 เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการทำความเข้าใจและทำนายแนวโน้มเงินเฟ้อ

ทำไมปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 ถึงสำคัญ?

ภาพรวมที่ครอบคลุมของเศรษฐกิจ ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 รวมสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องหลายประเภท ซึ่งให้ภาพรวมที่สมบูรณ์มากขึ้นของเงินที่มีอยู่สำหรับการใช้จ่ายและการออม ทำให้เป็นเครื่องมือที่มีค่าสำหรับการวิเคราะห์สุขภาพเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

ตัวชี้วัดเงินเฟ้อ การเติบโตอย่างรวดเร็วของปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 มักเป็นสัญญาณของการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่อาจนำไปสู่เงินเฟ้อหากเกินกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ ข้อมูลประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ การเติบโตของ M2 บางครั้งเกินกว่า 10% ซึ่งบ่งบอกถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่สำคัญ

ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับเงินเฟ้อ ความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของ M2 กับเงินเฟ้อไม่ได้ตรงไปตรงมาหรือเกิดขึ้นทันที ปัจจัยเช่นความเร็วในการหมุนเวียนของเงิน (ความเร็วที่เงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ) และศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ใช้สามารถชดเชยผลกระทบของการขยายตัวของปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบได้

บริบททางประวัติศาสตร์สำหรับแนวโน้มปัจจุบัน การวิเคราะห์กราฟปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 ช่วยให้นักเศรษฐศาสตร์สามารถเปรียบเทียบอัตราการเติบโตล่าสุดกับรูปแบบในอดีต ช่วยให้สามารถระบุได้ว่าแนวโน้มปัจจุบันเป็นเรื่องปกติหรือยั่งยืนหรือไม่ บริบททางประวัติศาสตร์นี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำนายอนาคตของเงินเฟ้ออย่างมีข้อมูล

คุณค่าทางการทำนาย แม้ว่ากราฟปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 จะไม่ใช่ตัวทำนายที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ให้ข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับการขยายตัวของปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเงินเฟ้อ การทำความเข้าใจแนวโน้มเหล่านี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์ตัดสินใจได้ดีขึ้นในการจัดการกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ

วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2

เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 อย่างมีประสิทธิภาพ ทำตามขั้นตอนดังนี้

รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ รับข้อมูลปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 จากธนาคารกลางหรือเว็บไซต์การเงินที่น่าเชื่อถือ

ใช้เครื่องมือวิเคราะห์ ใช้เครื่องมือเช่น Excel เพื่อสร้างกราฟและวิเคราะห์แนวโน้มในปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 การวิเคราะห์นี้ช่วยให้คุณเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงในปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบอาจส่งผลต่อเงินเฟ้ออย่างไร

เปรียบเทียบข้อมูลในอดีตและปัจจุบัน ตรวจสอบอัตราการเติบโตของปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 ในช่วงเวลาต่าง ๆ การเปรียบเทียบข้อมูลในอดีตและปัจจุบันช่วยให้คุณสามารถระบุรูปแบบและประเมินว่าอัตราการเติบโตล่าสุดบ่งบอกถึงแนวโน้มเงินเฟ้อที่เป็นไปได้หรือไม่ การเปรียบเทียบนี้มีความสำคัญในการทำความเข้าใจสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันและการทำนายอย่างมีข้อมูล

การเข้าใจรายละเอียดของปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ M2 และความสัมพันธ์กับเงินเฟ้อสามารถช่วยให้นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายมีเครื่องมือที่จำเป็นในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเฝ้าระวังแนวโน้มของ M2 อย่างใกล้ชิด พวกเขาสามารถคาดการณ์แรงกดดันด้านเงินเฟ้อและดำเนินมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

Posted by น้าหนวดไอที in การเงินการลงทุน, นานาสาระ
เงินเสื่อมค่า? หรือข้าวปลาอาหารแพงขึ้นจริงๆ

เงินเสื่อมค่า? หรือข้าวปลาอาหารแพงขึ้นจริงๆ

ในปี 2566 เราได้พูดคุยเรื่องเงินในวารสารประชาสัมพันธ์ กันอย่างเข้มข้น (เกือบทุกเล่ม) ซึ่งถามว่า “ทำไมเราควรจริงจัง กับเรื่องเงินๆทองๆ” เหตุผลหลักก็น่าจะเป็นเรื่องสืบเนื่องจาก การระบาดของโรคโควิด 19 ซึ่งจะนำพาเศรษฐกิจโลกไปสู่ทางตัน

เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิิจทั่วโลก จุดวัดใจที่สำคัญที่หนีไม่พ้นเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐของแต่ละประเทศ ว่าจะออกมาใน รูปแบบไหน เพื่อให้รัฐบาลพยายามคงสภาพตัวเลขทางเศรษฐกิจ ได้อย่างสวยงาม ยกตัวอย่างเช่น PPI ,CPI, GDP ซึ่งเมื่อเชื่อมโยง ความสัมพันธ์กับประชาชนจริงๆแล้วกลับพบว่า แทบจะแตกต่างกัน โดยสิ้นเชิง

วิธีคิดง่ายๆว่าอะไรจะเสื่อมค่าหรือไม่นั้น นอกจากการคงสภาพความใหม่หรือเก่าของวัตถุชิ้นนั้น ก็ยังมีปัจจัยในเรื่องของ “การผลิต” ที่เราคุ้นเคยกันดีอย่างคำว่า Limited Edition พอมีคำนี้พ่วงมา ในสินค้าชนิดใด ราคามักจะแพงกว่าปกติเสมอ แม้แต่เงินตราที่ผลิต ออกมามีลวดลายแตกต่างจากท้องตลาดก็ราคาแพงกว่าตัวเลขที่ระบุ อยู่บนธนบัตร

ในยุคหนึ่งเราเคยใช้เบี้ยใช้เปลือกหอยในการเป็นสื่อกลาง การแลกเปลี่ยน แต่เมื่อโลกรู้จักการประมง เปลือกหอยก็หมดคุณค่า หรือการล่มสลายของเงินชนิดหนึ่งที่น่าเศร้าบนโลกใบนี้ เช่น “ลูกปัดอักกรี” ครั้งหนึ่งลูกปัดอักกรีนั้นเคย ถูกใช้เป็นเงินในแอฟฟริกาตะวันตกมานาน เป็นสิ่งมีค่าที่ถูกยอมรับภายในท้องถิ่นนั้น แต่เมื่อชาวยุโรปที่มีเทคโนโลยีที่สามารถผลิตลูกปัดได้อย่างไม่จำกัด จึงนำลูกปัดนี้เข้าสู่แอฟฟริกาใต้ และสามารถกว้านซื้อทรัพยากรต่างๆของแอฟฟริกาได้อย่างไม่จำกัด เช่นกัน เมื่อลูกปัดอักกรี สิ่งที่เคยได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีค่า สามารถเก็บออมเพื่อรักษาความมั่งคั่งของผู้ที่ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ เพื่อแลกค่าตอบแทนเป็นลูกปัด วันหนึ่งกลับสูญสิ้นมูลค่าเพราะลูกปัดที่ถูกผลิตได้อย่างไม่จำกัด ของชาวยุโรป

สิ่งสุดท้ายที่พวกเขาจะพอขายเพื่อนำเงินมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้ประทังชีวิตไปได้นั่นก็คือ “ชีวิตของพวกเขาเอง” นั่นจึงเป็นที่มาของ “ลูกปัดทาส” นั่นเอง
เมื่อมองเปรียบเทียบนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่แจกจ่าย “เงิน” ของทุกรัฐบาลบนโลกใบนี้ เราจึงชวนตั้งคำถามอยู่เรื่อยๆว่า นโยบายประชานิยม หรือ สวัสดิการ ผ่านการแทรกแซงระบบการเงิน มาอย่างช้านานกำลังส่งผลอย่างไร?

และจริงๆแล้ว สินค้าอุปโภค บริโภคราคาแพงขึ้น หรือ เงินของเรากำลังเสื่อมค่ากันแน่ แล้วคุณคิดว่า เรากำลังใช้ “ลูกปัดทาส” กันอยู่หรือเปล่า?

Posted by น้าหนวดไอที in นานาสาระ